วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

วิธีสยบไมเกรนด้วยตัวเอง



คนที่เป็นไมเกรน คงรู้กันดีว่าทรมานแค่ไหน แทนที่จะรอให้ไมเกรนกำเริบ มาป้องกันไว้ดีกว่า

              1. อาหารที่ทำจากนม เนยและของหวานจัดเป็นตัวกระตุ้นไมเกรนโดยตรง จึงควรเลี่ยงให้ไกล

              2. ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน เพื่อให้สุขภาพแข็งแรงสู้ภัยไมเกรน 

              3. ทานอาหารมังสวิรัติติดต่อกันซัก 2 สัปดาห์ เพื่อล้างพิษออกจากร่างกาย

              4. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะแก้วนิดเดียวแต่น้ำตาลสูงปรี๊ด

              5. เลิกทานน้ำตาลทรายขาวและแป้งขัดขาว

              6. อาหารที่ย่อยยากจะทำให้ร่างกายมีขยะเพิ่มขึ้น และทำให้อาการปวดหัวแย่ลงกว่าเดิม จึงควรเปลี่ยนมาทานอาหารที่ย่อยง่าย เลิกทานเนื้อสัตว์ และอาหารรสชาติเผ็ด 

              7. อาการขาดน้ำตาลอาจจะทำให้คุณหงุดหงิด ถ้ารู้สึกว่าอารมณ์มาคุผิดปกติ ควรดื่มน้ำอุ่นผสมน้ำส้มแอปเปิ้ลไซเดอร์ วันละ 2-3 แก้ว นอกจากจะช่วยให้หายหงุดหงิดแล้ว น้ำส้มแอปเปิ้ลไซเดอร์ยังจะทำให้การย่อยของคุณเป็นปกติ ฆ่าเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ และทำให้ผิวพรรณสวยอีกด้วย

              8. ถ้ามีอาการปวดหัวรุนแรงนอกจากทานยาแล้ว คุณควรจะใช้ผ้าอุ่นประคบต้นคอและศีรษะสักพัก หรือนวดบริเวณกกหู ใบหู ขมับทั้งสองข้าง และนิ้วเท้าทุกๆ นิ้ว เพื่อให้เลือดเดินสะดวก หลอดเลือดจะได้กลับเป็นปกติและหายปวดเร็วขึ้น


ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จากspicy

อาการของมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยมากที่สุดในอันดับหนึ่งของผู้หญิง ซึ่งสาเหตุเกิดจากหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม อาหารทอด อาหารที่มีไขมันสูง ฮอร์โมนความอ้วน หรือมีเนื้องอกที่อวัยวะอื่นๆ ฯลฯ การค้นพบมะเร็งในระยะเริ่มต้นเป็นวิธีแรกที่ทำให้การรักษาได้ผลดีซึ่งคุณสุภาพสตรีมีส่วนร่วมในการค้นหาได้โดย

             1. การตรวจเต้านมด้วยตนเอง ควรจะตรวจอย่างน้อยเดือนละครั้ง ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะคลำเต้านมคือช่วง 7 วันหลังหมดประจำเดือน
             2. การตรวจเต้านมโดยแพทย์ ควรตรวจตั้งแต่อายุ 20-39 ปีขึ้นไป โดยควรจะตรวจทุก 3 ปี
             3. การตรวจเต้านมโดย Mammography ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะค้นพบมะเร็งในระยะเริ่มแรก แนะนำให้ตรวจทุก 1-2 ปี

อาการของมะเร็งเต้านม ที่ตรวจพบในระยะเริ่มต้น จะไม่มีอาการเจ็บหรือปวด แต่เมื่อก้อนโตขึ้นจะทำให้เกิดอาการดังต่อไปนี้

             1. คลำพบก้อนที่เต้านมหรือใต้รักแร้
             2. มีการเปลี่ยนแปลงของขนาดเต้านม
             3. มีน้ำไหลออกจากหัวนมหรือเจ็บหัวนมถูกดึงรั้งเข้าในเต้านม4.ผิวที่เต้านมจะมีลักษณะเหมือนเปลือกส้ม


             ถ้าคุณสุภาพสตรีทุกท่านที่มีอาการดังกล่าว หรือสงสัยไม่แน่ใจว่าตัวเองเข้าข่ายที่จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม ควรรีบมาปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้องนะคะ

วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ใช้โทรศัพท์มือถือนาน ๆ อาจเป็นอันตรายต่อสมอง



ภาพใช้โทรศัพท์มือถือนาน ๆ อาจเป็นอันตรายต่อสมอง
(Source: Sanja Gjenero/stock.xchng)
รายงานจากวารสาร Journal of the American Medical Association (JAMA) ระบุว่า การคุยโทรศัพท์นานถึง 50 นาที มีผลทำให้การทำงานของสมองบริเวณที่อยู่ใกล้กับเสาอากาศโทรศัพท์มากที่สุดถูกรบกวน
อย่างไรก็ตามสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐ (NIH) ยังไม่ยืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงนี้อันตรายหรือไม่ เท่าที่ทราบนั้นไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งสมอง
ดร. Nora Volkow จาก NIH กล่าวว่า สิ่งที่พบว่าถูกรบกวนจากการใช้โทรศัพท์นาน ๆ คือ เมแทบอลิซึมของกลูโคสในสมองตรงบริเวณที่ใกล้กับเสาอากาศโทรศัพท์มีระดับเพิ่มขึ้น เป็นสัญญาณบ่งบอกการเปลี่ยนแปลงกิจกรรมของสมอง
Volkow กล่าวว่า การศึกษานี้ต้องการศึกษาอิทธิพลของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าจากสัญญาณโทรศัพท์ไร้สาย
ผลการศึกษาที่ได้น่าประหลาดใจมาก ตรงที่ว่าสนามแม่เหล็กไฟฟ้าอ่อน ๆ จากโทรศัพท์มือถือส่งผลเปลี่ยนแปลงกิจกรรมของสมองได้ แต่ไม่มีรายงานระบุว่าการใช้โทรศัพท์มือถือเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งสมองหรือไม่ สิ่งที่ทราบจากการศึกษาคือ สมองไวต่อแม่เหล็กไฟฟ้าที่ปลดปล่อยจากโทรศัพท์มือถือเท่านั้น โทรศัพท์มือถือกำเนิดขึ้นในโลกนี้ตั้งแต่ยุค 1980 ปัจจุบันมีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือมากถึง 5 พันล้านคน รายงานจำนวนมากระบุว่าการใช้โทรศัพท์มือถือสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งสมอง แต่ยังไม่มีรายงานสรุปแน่ชัดจากองค์กรอนามัยโลก
Volkow ทำการทดลองโดยสแกนสมองอาสาสมัครจำนวน 47 คน ขณะเปิดโทรศัพท์ เป็นเวลา 50 นาที และขณะปิดโทรศัพท์ พบว่าเมแทบอลิซึมของสมองโดยรวมไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่สมองบริเวณที่ใกล้กับเสาอากาศของโทรศัพท์มากที่สุดนั้นกลับมีเมแทบอลิซึมของกลูโคสเพิ่มขึ้น 7 เปอร์เซ็นต์
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าผลที่ได้นั้นน่าประหลาดใจมาก ที่สำคัญคือการแปลผลต้องมีความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง Henry Lai จากมหาวิทยาลัยUniversity of Washington และ ดร. Lennart Hardell จากโรงพยาบาลใน Orebro  ประเทศสวีเดน กล่าวว่า แม้ว่าจะยังไม่ทราบการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพที่แน่ชัดเกี่ยวกับเมแทบอลิซึมของกลูโคสที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในสมองผู้คุยโทรศัพท์ แต่คาดว่าผลที่ได้นี้น่าจะมีประโยชน์ต่อการศึกษาในอนาคต
ศาสตราจารย์ Patrick Haggard จากมหาวิทยาลัย University College London กล่าวว่า ข้อมูลที่ได้ทำให้ทราบผลกระทบโดยตรงจากโทรศัพท์มือถือต่อสมองของเรา อย่างไรก็ตามระดับเมแทบอลิซึมของกลูโคสในสมองมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงอยู่แล้วเป็นปกติโดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่เราคิด หากการศึกษาต่อไปพบว่าโทรศัพท์มือถือมีผลกระทบโดยตรงต่อสมอง ควรจะมีการสำรวจว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีผลต่อสุขภาพอย่างไร
ขณะนี้ Volkow เองยังไม่สามารถบอกได้ว่าการเปลี่ยนแปลงในสมองที่พบเป็นอันตรายหรือไม่ Volkow จึงเปลี่ยนมาใช้หูฟัง แทนการใช้โทรศัพท์มือถือแนบข้างหูนาน ๆ แทน

ที่มา: http://www.abc.net.au/science/articles/2011/02/23/3146692.htm
อ้างอิง: http://www.msnbc.msn.com/id/41723965/ns/health-health_care/

กลิ่นตัวคน ‘เหม็น’ทำให้ยุงกัดมาก

ภาพกลิ่นเหงื่ออันประกอบไปด้วยสารหลายชนิด ตัวการล่อยุงเข้ามากัด
(Source: James Farmer/stock.xchng)
เหงื่อจากร่างกายของสัตว์กินเนื้ออย่างคน มีกลิ่นเหม็นแบบที่เรียกได้ว่าเป็นกลิ่นฉุนเฉพาะสปีชีส์ก็ว่าได้
กลายเป็นว่า คนนี่แหละที่มีกลิ่นตัวเหม็นเนื่องจากร่างกายมนุษย์ทุกส่วนปลดปล่อยสารที่ทำให้เกิดกลิ่นได้หมด แถมจุลินทรีย์ แบคทีเรีย ที่อาศัยอยู่ตามตัวเรายังช่วยปล่อยกลิ่นด้วยอีกต่างหาก
และกลิ่นเฉพาะตัวแบบนี้แหละที่ดึงดูดใจยุงอย่างน้อยสองสปีชีส์ (สายพันธุ์ตามรายงานในวารสาร Trends in Parasitology การทำความเข้าใจเรื่องกลิ่นตัวของมนุษย์นี้มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการป้องกันการระบาดของโรคมาลาเรียและไข้เหลือง (yellow fever) ไข้เหลืองเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการระบาดใหญ่ในทวีปอัฟริกาและอเมริกามาตั้งแต่ 400 ปีก่อน อาการของโรคมีได้ตั้งแต่อาการเล็กน้อยจนถึงรุนแรงและเสียชีวิตคำว่าเหลือง” มาจากอาการตัวเหลืองหรือดีซ่าน (Jaundice) ที่มักพบในผู้ป่วย ยุงลายตามบ้าน (Aedes aegyptiเป็นพาหะนำเชื้อจากคนสู่คน
Renate Smallegange กล่าวว่า จุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ตามร่างกายใช้องค์ประกอบบนผิวหนังหรือในเหงื่อของเราไปสร้างเป็นอาหาร แถมพวกมันยังสามารถเปลี่ยนสารไม่ระเหยให้กลายเป็นสารระเหยได้อีกด้วย
Smallegange นักกีฎวิทยา จากมหาวิทยาลัย Wageningen University ประเทศเนเธอร์แลนด์ ร่วมกับ Niels Verhulst และ Willem Takken ร่วมกันทำวิจัยตรวจหาโครงสร้างสารเคมีในเหงื่อของเรา โดยพบว่า สารระเหยจากเหงื่อของเรา เป็นตัวการสำคัญในการล่อยุงชนิดที่จำเพาะกับคนให้เข้ามากัดและยุงพวกนี้อาจเป็นยุงลายหรือยุงก้นปล่องที่เป็นพาหะโรคไข้เลือดออกและโรคมาลาเรีย
 
ภาพยุง มีวิวัฒนาการมายาวนานถึง 200 ล้านปี เชื่อกันว่าหากนำสายพันธุ์ยุงจากทั่วโลกมารวมกันแล้ว จะได้ตัวเลขสูงนับหมื่นชนิด โดยสาเหตุที่ยุงสามารถดำรงเผ่าพันธุ์มาจนถึงปัจจุบันได้ ก็เนื่องจากยุงเป็นแมลงที่มีลักษณะพิเศษหลายประการที่เอื้ออำนวยต่อการปรับ ตัวและการดำรงชีวิตในสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมได้เป็นอย่างดี อาทิ ขนาดของลำตัวที่เล็กทำให้ต้องการอาหารไม่มากนัก และไม่ต้องการที่อยู่อาศัยใหญ่โต มีปีกหลบหลีกศัตรูได้เร็วทั้งยังช่วยในการหาอาหารได้ง่ายขึ้นและไกลขึ้น
สูตรเหงื่อที่ค้นพบนั้นประกอบไปด้วยส่วนผสมอันลงตัวของคาร์บอนไดออกไซด์ แอมโมเนีย กรดแลกติคและกรดคาร์บอกซิลิกอีก 7 ชนิด โดยกรดคาร์บอกซิลิกคือตัวการที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว Smallegange กล่าวว่า เมื่อทีมวิจัยปล่อยกลิ่นนี้ในห้องปฎิบัติการ สูตรผสมสำเร็จรูปในเหงื่อที่ว่านี้เองที่ล่อยุงให้เข้ามาใกล้
แต่ก่อนนั้นทีมวิจัยเคยคิดว่า คน น่าจะเป็นสัตว์ที่มีกลิ่นตัวอ่อนกว่าสัตว์ชนิดอื่น การศึกษาก่อนหน้านี้กลับแสดงให้เห็นว่านกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นปล่อยสารระเหยออกจากผิวหนังหรือกลิ่นตัวออกมาน้อยกว่าคนเราเสียอีก อีกทั้งยังตรวจพบกรดคาร์บอกซิลิกที่คงค้างอยู่บนขนไก่และขนยีราฟปริมาณเล็กน้อยเท่านั้น
งานวิจัยล่าสุดศึกษาต่อมบนผิวหนังหลายชนิดเปรียบเทียบกันโดยดูทั้งในแง่การกระจายตัวบนผิวหนัง หน้าที่และสารที่หลั่งจากต่อม ข้อมูลที่ได้ทำให้ทราบว่ากลิ่นตัวของคนแรงกว่าลิงชิมแปนซีและลิงกอริลลาเสียอีก อย่างไรก็ตามลิงชิมแปนซีและลิงกอริลลามีการหลั่งไขมันมากกว่าซึ่งอาจเป็นการช่วยบำรุงรักษาขนของพวกมัน
เมื่อเจริญวัย ร่างกายของเราจะหลั่งเหงื่อที่ประกอบด้วยน้ำ กรดอะมิโน ยูเรีย แอมโมเนีย กรดแลคติกและเกลือ สารทั้งหมดเหล่านี้ล้วนมีกลิ่นแรง แถมช่วงหนุ่มสาวต่อมเหล่านี้ยังเจริญเต็มที่กลายเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรีย
ส่วนช่วงวัยเด็กจะมีกลิ่นตัวแรงน้อยกว่าเนื่องจากมีเหงื่อน้อยกว่า กลิ่นตัวที่ไม่แรงมากนี้ทำให้พ่อแม่บางคนสามารถจดจำกลิ่นตัวของลูกตนเองได้
ผลการศึกษาพบว่ายุงจะกัดเด็กน้อยกว่า เนื่องจากเด็กมีกลิ่นตัวอ่อนกว่า อย่างไรก็ตามกลิ่นตัวแรงก็มีประโยชน์เหมือนกันในช่วงวัยหนุ่มสาว เพราะเป็นปัจจัยหนึ่งในการทำให้การเจริญพันธุ์สมบูรณ์และช่วยในการเลือกคู่ มีรายงานว่า แม้จะเป็นแค่กลิ่นมือก็ช่วยให้เราสามารถแยกความแตกต่างระหว่างตัวเองกับคนอื่นได้
บางการศึกษากล่าวว่าคาร์บอนไดออกไซด์จากลมหายใจออกคือปัจจัยสำคัญในการล่อยุงเข้ามากัด อย่างไรก็ตาม Smallegange กล่าวว่า ยุงและแมลงบางชนิดสามารถถูกไล่ไปได้โดยลมหายใจเช่นเดียวกัน ดังนั้นกลิ่นเหงื่อจึงน่าจะเป็นปัจจัยหลักมากกว่า
ปัจจุบันยังไม่มีรายงานแน่ชัดว่าองค์ประกอบใดในเหงื่อเป็นตัวการล่อยุงเข้ามา ในอนาคตคาดว่าหากทราบองค์ประกอบนั้นจะสามารถสังเคราะห์ขึ้นมาเพื่อใช้ล่อยุงในห้องปฏิบัติการ ตัวล่ออย่างเราจะได้ไม่ต้องเจ็บตัวอีกต่อไป

ที่มา: http://www.abc.net.au/science/articles/2011/02/24/3147589.htm
อ้างอิง: http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/infectious/dhf/vector.htm
http://thaigcd.ddc.moph.go.th/eid_knowledge_Yellow.html

ต้นเหตุเบาหวาน... พบกลไกทำให้เซลล์สร้างอินซูลินตาย

เบตาเซลล์เป็นเซลล์ชนิดหนึ่งในตับอ่อน มีหน้าที่สร้างอินซูลิน เรียกว่า insulin-producing beta cells เร็ว ๆ นี้นักวิจัยจากอิตาลีและเทกซัสรายงานในวารสาร Journal of Biological Chemistry ว่าพบกลไกที่ทำให้เบตาเซลล์ตายซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งเบาหวาน กลไกนี้เกิดขึ้นเนื่องจากการหลั่งสารจากเซลล์ชนิดอื่นในตับอ่อนเกิดขึ้นไม่สมดุลกัน

 
ภาพตับอ่อน (Pancreas) : ตับอ่อนตั้งอยู่ด้านบนซ้ายของช่องท้อง โดยวางตัวจากส่วนโค้งของลำไส้เล็กส่วนดูโอดีนัม (duodenum ) ถึงม้าม (spleen) และด้านหลังของกระเพาะ (stomach) มีลักษณะค่อนข้างแบน มีความยาวประมาณ 12 – 15 เซนติเมตร ตับอ่อนทำหน้าที่ทั้งเป็นต่อมมีท่อคือการสร้างน้ำย่อยไปที่ลำไส้เล็กและเป็นต่อมไร้ท่อสร้างฮอร์โมนเซลล์ที่ทำหน้าที่ในการผลิตฮอร์โมนจะรวมกันเป็นกลุ่มมีชื่อว่าไอเลตส์ออฟแลงเกอร์ฮานส์ ( Islets of Langerhans ) มีปริมาณ 1 – 3 เปอร์เซ็นต์ของเนื้อเยื่อตับอ่อนทั้งหมด
ดร. Franco Folli ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์และโรคเบาหวาน จากศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพมหาวิทยาลัยเทกซัส เมืองซานแอนโทนิโอ และ ดร. Carla Perego ศาสตราจารย์ด้านสรีรวิทยา มหาวิทยาลัยมิลาน กล่าวว่า ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าแอลฟาเซลล์ที่อยู่ข้างเคียงกับเบตาเซลล์มีส่วนในการทำลายเบตาเซลล์ซึ่งเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึง
แอลฟาเซลล์และเบตาเซลล์นั้นอยู่รวมกันเป็นกลุ่มในตับอ่อนตรงบริเวณที่เรียกว่า ไอเลตส์ออฟแลงเกอร์ฮานส์ (islets of Langerhans)แอลฟาเซลล์มีหน้าที่สร้างกลูคากอน กลูคากอนเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่มีหน้าที่เพิ่มปริมาณน้ำตาลในเลือดขณะที่เราขาดอาหาร ทำให้ร่างกายมีน้ำตาลใช้ ขณะเดียวกันเบตาเซลล์ก็สร้างอินซูลินซึ่งเป็นฮอร์โมนลดปริมาณน้ำตาลในเลือดโดยเพิ่มการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่เซลล์หลังมื้ออาหาร จากการศึกษาพบว่าความไม่สมดุลกันระหว่างเซลล์ทั้งสองชนิดนี้ก่อให้เกิดโรคเบาหวาน
ดร. Folli กล่าวว่า ผลการวิจัยทำให้พบว่า ขณะที่แอลฟาเซลล์ในตับอ่อนหลั่งกลูคากอนออกมาจะมีการหลั่งกลูตาเมต (glutamate) ซึ่งเป็นโมเลกุลสื่อสัญญาณออกมาด้วย โดยกลูตาเมตเองเป็นโมเลกุลสื่อสัญญาณที่พบในสมองและตับอ่อน ล่าสุดพบว่ากลูตาเมตคือต้นเหตุที่ทำให้เบตาเซลล์เสียหาย ในกรณีของผู้ป่วยเบาหวานทั้งชนิดที่ 1 และ 2 พบว่าผู้ป่วยมีจำนวนแอลฟาเซลล์และเบตาเซลล์ไม่สมดุลกันคือ มีแอลฟาเซลล์มากกว่าเบตาเซลล์ ส่งผลให้เบตาเซลล์ถูกทำลายในเวลาต่อมา
·เบาหวานชนิดที่ 1 : เกิดจากตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ซึ่งพบร้อยละ 10 เบาหวานชนิดนี้ต้องรักษาด้วยการฉีดอินซูลินทุกวัน
·เบาหวานชนิดที่ เบาหวานชนิดนี้เกิดจากร่างกายสร้างอินซูลินได้ปกติแต่อินซูลินออกฤทธิ์ที่อวัยวะเป้าหมายไม่ได้เนื่องจากตัวรับอินซูลินผิดปกติ อินซูลินจึงทำงานได้น้อย คือเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน พบถึงร้อยละ 90 ของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานและพบในทุกเพศทุกวัยแต่มักพบในผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีที่มีรูปร่างอ้วน
Perego และ Folli กล่าวว่า กลไกการทำลายเบตาเซลล์โดยกลูตาเมตนั้นเป็นกลไกใหม่ที่เพิ่งค้นพบและไม่มีใครคาดคิดว่า เหตุใดแอลฟาเซลล์จึงทำลายเบตาเซลล์...
จากการศึกษายังพบกลไกที่ช่วยรักษาเบตาเซลล์ด้วยเช่นเดียวกัน โดยร่างกายจะมีการสร้างโปรตีนชื่อ GLT1 มีหน้าที่ควบคุมระดับกลูตาเมต ทั้งนี้อาจกล่าวได้ว่า GLT1 เปรียบเสมือนตัวควบคุมสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ เบตาเซลล์ที่เปลี่ยนไปตามปริมาณกลูตาเมต
ขณะนี้ดร. Folli กำลังคิดค้นวิธีวินิจฉัยการก่อพิษของกลูตาเมตในไอเลตส์ออฟแลงเกอร์ฮานส์ เพื่อชะลอกระบวนการก่อพิษของกลูตาเมต
ปัจจัยที่ก่อให้เกิดเบาหวานประเภทที่สองนั้นประกอบไปด้วย การมีกลูโคสในเลือดสูง การสร้างโปรตีนอะไมลอยด์ และกรดไขมันอิสระมากเกิน และกลไกการทำลายเบตาเซลล์โดยกลูตาเมตซึ่งได้จากการศึกษาล่าสุด อย่างไรก็ตามในร่างกายของผู้ป่วยเบาหวานยังมีสารอีกหลายชนิดที่อาจเป็นพิษกับเบตาเซลล์

ที่มา: University of Texas Health Science Center at San Antonio (2011, February 25). Scientists find a new way insulin-producing cells die. ScienceDaily.

วันพฤหัสบดีที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

HIV / AIDS

HIV / AIDS.
AIDS is a syndrome caused by HIV infection. This will destroy white blood cells originate immunity. Make other types of disease such as tuberculosis, pneumonia easy lining encephalitis Or certain types of cancer more easily than usual severity, and died quickly. AIDS caused by HIV infection can be divided into cells in the body of the people. And destroys white blood cells. The resistance decreased. Symptoms is a fungus in the mouth. The cheek swab palate Axillary lymph nodes in the neck stand for it a Visiting home dermatitis, weight loss.

Cancer

Cancer
Cause was cancer. Body exposure to carcinogens.
A chemical radiation, these viruses cause cell changes.
And eventually becomes a cancer. And these cells will divide rapidly.
Into a group of tumors growing tumor mass is caused by abnormal cells and tissues in the body Gan rapid growth is divided into two types of common tumors. And bad tumors (cancer).
"Cancer" is a disease of cells that are growing abnormally and become invasive tumors, which hurt nearby tissues and spread to other organs.
The cancer forced meat. Eat garnish We must cherish the liver. Because the liver is the most important organ in the fight against cancer. And organs in the removal of toxins from the body. Because people with cancer, liver malfunction. Eliminate toxins from the body can not Body will not recover. Cancer is a serious cause of stress. If we do not stress. Mental focus will be good mental stimulation to sensitive eyes Marine Events Pit Sand later Grove Hall Amon safe to repair a worn these hormones of the body to wait. And to stimulate internal organs to work.

วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Cancer

Cancer is a group of diseases of cell growth (proliferation) of abnormal cells transformed from a usually not in the control cycle multiplication. Invaded neighboring tissue. Or it may spread to other areas (spread of cancer) and three styles of these is a feature of cancer is different from the tumor, which is not serious because it does not invade or spread. And size does not increase significantly. All cancers except leukemia looks like a lump.
Cancer occurs passenger gene or genes that control the function of cells to each other. The genetic disorders that result from carcinogens such as tobacco smoke, radiation, chemicals or other disease genes involved in cancer can occur with no specificity between the copying of DNA Or may be transmitted through heredity. Which can be detected in all cells after birth. Genetic cancer has been influenced by other factors too.
Researchers of the Faculty of Industrial Technology. Malaysian universities have found that Because cancer cells can spell pumpkin with pumpkin. "Sony Acid Pro Nick" This acid is a powder of which may not be digestible. Fermenting bacteria, so they took it to destroy cancer cells and Bon weak
British researchers, Dr. Gil mimic Reeves from the University of Ford from France. It was found that middle-aged women in the UK around 6,000 people every year, more cancer. Caused by obesity. The research found a connection between weight and the risk of cancer. Depending on the age of women with And the World Cancer Research Fund. The warnings that Obesity is a risk of cancer following cancer is uterine cancer, colon cancer, esophagus cancer, leukemia, kidney cancer, breast cancer, bone marrow. Pancreatic cancer. Sleep stages - tiuxetan. And ovarian cancer.
Many research has found that Rate of breast cancer. And prostate cancer. There are a lot of people who work at night.
Cancer originating from somatic cells that can divide the evolution of the cell and can not control. The process of evolution by changes in chromosomes that make enzyme to create a swinging wife in a cell with no end cells are not able to stop cell division was more swinging wife is like a clock on the countdown and so when the cells are able cell division to be contracted by swinging wife shorter time to time and when I call out swinging wife will stop cell division can not make people invincible to stop growing. But Carlo's wife contracted cancer cells do not shorten the growth controlled by inextinguishable

วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Allergy

Allergy 
The symptoms caused by exposure to inhaled or injected into the body to eat. Gan to react to what the draft sensitive. The body will secrete substances Histamine as out. Cause allergic reactions caused by genetic parents, brother, sister.
1. From the hot environment such as dust, pollen of flowers, seafood, meat, fur mites.
2. Allergy caused skin rashes.
3. Allergic substances such as red-eye caused eye irritation.
4. Allergic nose, sneezing, runny nose, such as cars.
5. Allergic substances from the pharynx. Vehicles such as throat irritation, asthma, cough, or dense.

วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Hypertension

Hypertension
Resulting from pressure acting on the walls of the rumors, express blood levels of the two.
1. While squeezing the heart called Silk a growing list.
2. When the heart relaxation called Diane Belarus Liquor.
Will cause an enlarged heart, heart disease, stroke or heart attack.

Disease, high blood fat.

Disease, high blood fat.
Is a major risk factor that causes vascular coagulation. Heart disease (myocardial infarction), stroke and blood lipids are three types of HD L-cholesterol and triglyceride Ki Strike. Caused by eating foods that are high in fat. Hamoosamchagn pork leg rice, etc.

Asthma

Asthma
Caused by chronic inflammation of the pharynx patient. Are more sensitive to stimuli cause contraction of the bronchial contraction. A swelling of the lining of trachea. Department bronchial stenosis is a narrowing million to cough very tired, having difficulty breathing dense.

Disease joint pain.

Disease joint pain.
This disease is caused by uric acid in the blood is too high. The congestion is going to accumulate in the tissues too. And the various items found on any finger and thumb, knee, ankle, elbow etc.

Migraine disease.

Migraine disease.
This disease is caused by the compression and relaxation of blood vessels in the brain than normal. Result in more severe pain.

Causes of back pain

Causes of back pain.

Causes of back pain.
Back pain as a symptom of other illnesses is both easy to heal and to maintain a close serious Pain are both a little annoyed. While some move to the position of the leg symptoms pain or tea.
The cause of most back pain is not severe symptoms are usually caused by contraction contraction. Muscle. Symptoms are often delayed. Symptoms occur when there is some movement posture which will make more pain. The most common reasons were.
1. Posture or gesture that is not appropriate.
2. Symptoms or lack of exercise, too fat.
3. Disc herniation with spinal nerve movement.
4. Symptoms of degenerative spinal degeneration with age.

Have a backache

Have a backache

Have a backache
Back pain is a symptom common in all walks of whether they are business students, laborers, peasant farmers back pain is a serious problem because it can occur in all age groups. From young middle-aged and elderly. For people who have back pain then it knows that it is not easy to solve Usage your back pain permanently Because to be healthy after such a strong and no pain of any that Depending on your own practice is important. Your doctor or physical therapist just to help relieve back pain was only temporary. 

Tips precautions to prevent back pain.

Tips precautions to prevent back pain. 
1. Learn to use the correct posture in everyday life. 
2. Controlling weight to obesity, which makes the lumbar spine have been heavy. By eating foods with health benefits. All the categories. 
3. General health maintenance to stay healthy combined with outdoor exercise such as running, swimming Ram Muay China will help reduce the pain after the operation. 
4. Exercise exercise Prevent low back pain on a regular basis every day. Although Bun is not Present pain .. 
5. Consult a doctor and treated properly from the start noticing the symptoms or atypical