เบตาเซลล์เป็นเซลล์ชนิดหนึ่งในตับอ่อน มีหน้าที่สร้างอินซูลิน เรียกว่า insulin-producing beta cells เร็ว ๆ นี้นักวิจัยจากอิตาลีและเทกซัสรายงานในวารสาร Journal of Biological Chemistry ว่าพบกลไกที่ทำให้เบตาเซลล์ตายซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งเบาหวาน กลไกนี้เกิดขึ้นเนื่องจากการหลั่งสารจากเซลล์ชนิดอื่นในตับอ่อนเกิดขึ้นไม่สมดุลกัน
ภาพ: ตับอ่อน (Pancreas) : ตับอ่อนตั้งอยู่ด้านบนซ้ายของช่องท้อง โดยวางตัวจากส่วนโค้งของลำไส้เล็กส่วนดูโอดีนัม (duodenum ) ถึงม้าม (spleen) และด้านหลังของกระเพาะ (stomach) มีลักษณะค่อนข้างแบน มีความยาวประมาณ 12 – 15 เซนติเมตร ตับอ่อนทำหน้าที่ทั้งเป็นต่อมมีท่อคือการสร้างน้ำย่อยไปที่ลำไส้เล็กและเป็นต่อมไร้ท่อสร้างฮอร์โมนเซลล์ที่ทำหน้าที่ในการผลิตฮอร์โมนจะรวมกันเป็นกลุ่มมีชื่อว่าไอเลตส์ออฟแลงเกอร์ฮานส์ ( Islets of Langerhans ) มีปริมาณ 1 – 3 เปอร์เซ็นต์ของเนื้อเยื่อตับอ่อนทั้งหมด
ดร. Franco Folli ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์และโรคเบาหวาน จากศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพมหาวิทยาลัยเทกซัส เมืองซานแอนโทนิโอ และ ดร. Carla Perego ศาสตราจารย์ด้านสรีรวิทยา มหาวิทยาลัยมิลาน กล่าวว่า ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าแอลฟาเซลล์ที่อยู่ข้างเคียงกับเบตาเซลล์มีส่วนในการทำลายเบตาเซลล์ซึ่งเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึง
แอลฟาเซลล์และเบตาเซลล์นั้นอยู่รวมกันเป็นกลุ่มในตับอ่อนตรงบริเวณที่เรียกว่า ไอเลตส์ออฟแลงเกอร์ฮานส์ (islets of Langerhans)แอลฟาเซลล์มีหน้าที่สร้างกลูคากอน กลูคากอนเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่มีหน้าที่เพิ่มปริมาณน้ำตาลในเลือดขณะที่เราขาดอาหาร ทำให้ร่างกายมีน้ำตาลใช้ ขณะเดียวกันเบตาเซลล์ก็สร้างอินซูลินซึ่งเป็นฮอร์โมนลดปริมาณน้ำตาลในเลือดโดยเพิ่มการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่เซลล์หลังมื้ออาหาร จากการศึกษาพบว่าความไม่สมดุลกันระหว่างเซลล์ทั้งสองชนิดนี้ก่อให้เกิดโรคเบาหวาน
ดร. Folli กล่าวว่า ผลการวิจัยทำให้พบว่า ขณะที่แอลฟาเซลล์ในตับอ่อนหลั่งกลูคากอนออกมาจะมีการหลั่งกลูตาเมต (glutamate) ซึ่งเป็นโมเลกุลสื่อสัญญาณออกมาด้วย โดยกลูตาเมตเองเป็นโมเลกุลสื่อสัญญาณที่พบในสมองและตับอ่อน ล่าสุดพบว่ากลูตาเมตคือต้นเหตุที่ทำให้เบตาเซลล์เสียหาย ในกรณีของผู้ป่วยเบาหวานทั้งชนิดที่ 1 และ 2 พบว่าผู้ป่วยมีจำนวนแอลฟาเซลล์และเบตาเซลล์ไม่สมดุลกันคือ มีแอลฟาเซลล์มากกว่าเบตาเซลล์ ส่งผลให้เบตาเซลล์ถูกทำลายในเวลาต่อมา
·เบาหวานชนิดที่ 1 : เกิดจากตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ซึ่งพบร้อยละ 10 เบาหวานชนิดนี้ต้องรักษาด้วยการฉีดอินซูลินทุกวัน
·เบาหวานชนิดที่ 2 : เบาหวานชนิดนี้เกิดจากร่างกายสร้างอินซูลินได้ปกติแต่อินซูลินออกฤทธิ์ที่อวัยวะเป้าหมายไม่ได้เนื่องจากตัวรับอินซูลินผิดปกติ อินซูลินจึงทำงานได้น้อย คือเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน พบถึงร้อยละ 90 ของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานและพบในทุกเพศทุกวัยแต่มักพบในผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีที่มีรูปร่างอ้วน
Perego และ Folli กล่าวว่า กลไกการทำลายเบตาเซลล์โดยกลูตาเมตนั้นเป็นกลไกใหม่ที่เพิ่งค้นพบและไม่มีใครคาดคิดว่า เหตุใดแอลฟาเซลล์จึงทำลายเบตาเซลล์...
จากการศึกษายังพบกลไกที่ช่วยรักษาเบตาเซลล์ด้วยเช่นเดียวกัน โดยร่างกายจะมีการสร้างโปรตีนชื่อ GLT1 มีหน้าที่ควบคุมระดับกลูตาเมต ทั้งนี้อาจกล่าวได้ว่า GLT1 เปรียบเสมือนตัวควบคุมสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ เบตาเซลล์ที่เปลี่ยนไปตามปริมาณกลูตาเมต
ขณะนี้ดร. Folli กำลังคิดค้นวิธีวินิจฉัยการก่อพิษของกลูตาเมตในไอเลตส์ออฟแลงเกอร์ฮานส์ เพื่อชะลอกระบวนการก่อพิษของกลูตาเมต
ปัจจัยที่ก่อให้เกิดเบาหวานประเภทที่สองนั้นประกอบไปด้วย การมีกลูโคสในเลือดสูง การสร้างโปรตีนอะไมลอยด์ และกรดไขมันอิสระมากเกิน และกลไกการทำลายเบตาเซลล์โดยกลูตาเมตซึ่งได้จากการศึกษาล่าสุด อย่างไรก็ตามในร่างกายของผู้ป่วยเบาหวานยังมีสารอีกหลายชนิดที่อาจเป็นพิษกับเบตาเซลล์
ที่มา: University of Texas Health Science Center at San Antonio (2011, February 25). Scientists find a new way insulin-producing cells die. ScienceDaily.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น